(30 ต.ค. 64) เฟซบุ๊กของผู้ใช้รายหนึ่งนำภาพผลตรวจ RT-PCR และใบรับรองแพทย์ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทอง ซึ่งเป็นผลตรวจของภรรยาพร้อมข้อความว่า “รับเมียกลับบ้าน เคสนี้บ่งบอกได้ถึงความชุ่ยของ รพ….เป็นอย่างมาก ทำให้เสียเวลา เสียงาน เสียความรู้สึก แล้วจะเรียกร้องอะไรกับใครได้แบบนี้ ทั้งๆที่เราก็พอรู้ว่าไม่ใช่ติดโควิด-19 แต่เราไม่ใช่หมอ เพราะเราดูค่า RT-PCR แล้วมันสูงเกินที่จะใช่โควิด หวังว่าเคสแบบนี้คงไม่เกิดกับครอบครัวของใครอีกนะครับ #โรงพยาบาล…. #โควิด19ปลอม ***ฝากไว้เป็นอุทาหรณ์***”
โดยก่อนหน้านี้ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้ยังโพสต์ไล่เรียงตั้งแต่ภรรยาป่วยจึงพาไปที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลและมีการตรวจคัดกรองโควิด-19 จนถึงมีการแจ้งว่าภรรยาของตนติดโควิด-19 และมีการนำรถมารับไปรวมกับผู้ป่วยโควิดอีกจำนวนหนึ่ง ก่อนที่สุดท้ายจะตรวจพบว่าไม่ใช่ติดโควิดและให้กลับบ้านมาซึ่งมีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก
ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังบ้านของ น้อง น.(นามสมมติ) อายุ 36 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าว ซึ่งน้อง น.และภรรยาเปิดใจกับผู้สื่อข่าวถึงกรณีนี้ว่าออยากให้เป็นตัวอย่างและให้ทางเจ้าหน้าที่ปรับปรุงให้มีความรอบคอบในการคัดกรองโควิด-19 เนื่องจากส่งผลกระทบกับครอบครัวอย่างมากมาย ทั้งเรื่องงาน รายได้และการถูกเพื่อนบ้านรังเกียจ โดยน้อง น.นำทั้งใบรับรองแพทย์และการแจ้งผลการคัดกรองโควิด-19ที่ทางโรงพยาบาลส่งมาทางไลน์ให้ผู้สื่อข่าวตรวจสอบ
น้อง น.เล่าให้ฟังว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมาภรรยาของตนมีอาการปวดหัวและมีไข้ จึงพาไปที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลแห่งนี้เนื่องจากเกรงว่าโรคประจำตัวของภรรยาคือโรคเส้นเลือดดำอุดตันจะกำเริบ เมื่อไปถึงทางเจ้าหน้าที่ก็ทำการสวอปและฉีดยาบรรเทาปวดให้ จนกระทั่งอาการปวดหัวเริ่มทุเลาลงจึงให้กลับบ้าน แต่หลังจากกลับบ้านได้เพียง 2 วัน วันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา ทางโรงพยาบาลได้ส่งผลการตรวจ RT-PCR มาให้และแจ้งว่าภรรยาของตนติดโควิด-19 จะให้รถของโรงพยาบาลมารับไปรักษา ซึ่งตนก็แปลกใจเพราะภรรยาตนเคยติดโควิด-19 มาแล้วและรักษาหายเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จึงนำชุดตรวจ ATK ที่มีอยู่มาลองตรวจก็ขึ้นเพียง 1 ขีด แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะเราไม่ใช่หมอ จนกระทั่งรถมารับภรรยาของตนไปที่โรงพยาบาล เมื่อไปถึงก็นำไปรวมอยู่กับกลุ่มผู้ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งทางภรรยาตนก็พยายามจะแจ้งว่าเคยติดเชื้อมาแล้วและรักษาหายมาแล้วไม่น่าจะใช่โควิด แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้สนใจปล่อยให้อยู่รวมกับคนไข้ถึง 3 ชั่วโมง ก่อนที่จะมีแพทย์โทรเข้ามาสอบถามและเมื่อแจ้งไปว่าเคยติดโควิดมาแล้ว ทางแพทย์จึงแยกภรรยาออกไปอีกห้องหนึ่งและให้นอนที่โรงพยาบาลพร้อมทั้งเจาะเลือดไปตรวจ ส่วนตนเองกับครอบครัวทั้งแม่และลูกก็ต้องไปตรวจคัดกรองที่เต็นท์ด้านหน้าโรงพยาบาล
เมื่อตรวจแล้วปรากฏว่าไม่มีใครติดโควิด-19แม้แต่รายเดียว จึงนำผลตรวจ RT-PCR ให้กับเจ้าหน้าที่ที่เต็นท์ตรวจโควิด-19 ดู ค่า Cycle Threshold ซึ่งก็ได้ไปศึกษามาว่าค่านี้หากอยู่ประมาณ ต่ำกว่า 30 ถึงจะติดโควิด-19 แต่ของภรรยาตนค่า 36.31 ทำให้เจ้าหน้าที่ก็แจ้งว่าไม่น่าติดโควิด-19 ซึ่งตนก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่รอทางภรรยาตนเพราะเข้าไปเยี่ยมไม่ได้ หลังจากนั้นเมื่อวานที่ผ่านมาภรรยาของตนแจ้งให้มารับกลับบ้าน โดยบอกว่าหมอมาแจ้งว่าไม่ได้ติดโควิด-19 แต่เป็นโรคหลอดลมอักเสบ ทำเอาตนถึงกับโมโหเพราะว่าเอาภรรยาของตนไปอยู่รวมกับผู้ที่ติดเชื้อ ซึ่งแม้ภรรยาตนเคยติดเชื้อแต่ก็หายมาแล้วและหากติดอีกจะทำอย่างไร จึงนำเรื่องดังกล่าวไปโพสต์เฟซบุ๊กเพื่อเตือนสติทางเจ้าหน้าที่ให้มีความรอบคอบมากกว่านี้
ขณะที่ผู้สื่อข่าวสอบถามเรื่องนี้ไปยังนายแพทย์ศรีศักดิ์ ตั้งจิตธรรม สาธารณสุขจังหวัดอ่างทอง ซึ่งทางนายแพทย์ได้ให้ข้อมูลว่ากรณีการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ระบบRT-PCR เป็นระบบที่แม่นยำและรวมเร็ว ซึ่งเรื่องนี้ต้องไปดูองค์ประกอบอื่นๆ ด้วยว่าเจ้าหน้าที่ที่วินิจฉัยว่าติดเชื้อโควิด-19 เอาอาการอื่นๆ มาเทียบเคียงด้วยหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่กรณีผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อโควิด-19 มาก่อนเลยหากมีค่า Cycle Threshold มากก็ต้องดูเป็นรายไป แต่ส่วนใหญ่ค่านี้หากจะวินิจฉัยว่าติดเชื้อโควิดน่าจะอยู่ที่ 30 แต่กรณีนี้ 36.31 น่าจะเป็นในส่วนของผู้ที่เคยป่วยแล้วและหายไป เป็นเชื้อตายหรือซากเชื้อ ที่ยังอยู่ในร่างกาย เบื้องต้นจะขอข้อมูลจากทางโรงพยาบาลดังกล่าวมาตรวจสอบอีกครั้ง
